1 ชิ้น
   650.-
490.-
3 ชิ้น
   1,950.-
1,290.-
6 ชิ้น
   3,900.-
2,290.-

Hi-Balanz Shiitake Plus

เสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และทำให้ร่างกายแข็งแรง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย บำรุงระบบประสาทและสมอง

 

ส่วนประกอบสำคัญ

Shiitake mushroom powder (Lentinula edodes) (ผงเห็ดหอม)                    50           mg

Maitake powder (Grifola frondosa) (ผงเห็ดไมตาเกะ)                                    30           mg

Yamabushitake (Hericium erinaceus) (ผงยามาบูชิตาเกะ)                         20           mg

วิธีรับประทาน : 2 แคปซูล ต่อวัน

เลข อย. : 13-1-02954-5-0212

บรรจุ : 30 แคปซูล

(0 review) 
฿490.-
ราคาปกติ   650.-
สั่งซื้อ
การจัดส่งสินค้า
ช่องทางการชำระเงิน
รายละเอียด

เห็ด 3 ชนิด : เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ

            อาหารคือสิ่งสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งอาหารที่มนุษย์รับประทานมีหลากหลายแบบ และมีอาหารจำพวกหนึ่งที่น่าสนใจคือเห็ด นอกจากจะใช้สำหรับรับประทานเป็นอาหารแล้ว ยังสามารถใช้บำรุงและบรรเทาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์ได้อีกด้วย บางครั้งจะถูกเรียกว่า “เห็ดทางการแพทย์” เช่น เห็ดชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ เห็ดหลินจือ เห็ดมัตสึตาเกะ เป็นต้น เห็ดเหล่านี้มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง รวมถึงมีส่วนช่วยการทำงานของระบบหลอดเลือดและหัวใจ

 

เห็ดชิตาเกะ หรือ เห็ดหอม

            เห็ดชิตาเกะ (Shiitake) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lentinus edodes และคนทั่วไปมักเรียกว่า “เห็ดหอม” ถูกใช้เป็นยาทางเลือกในประเทศเกาหลี จีน ญี่ปุ่น และรัสเซียฝั่งตะวันออก เห็ดชิตาเกะมีสารสำคัญมากมายเช่น วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี12 วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี และสารกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharides) โดยสารในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีฤทธิ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันและลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งคือ เบต้ากลูแคน (β-glucan)

 

ประโยชน์

  1. เห็ดชิตาเกะ กับ ระบบภูมิคุ้มกันและการลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

เห็ดชิตาเกะมีสารที่ชื่อว่า เลนติแนน (lentinan) ซึ่งเป็นสารสำคัญในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ที่สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันและเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาว (phagocytosis) รวมถึงสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและไวรัสได้ นอกจากนี้มีการศึกษาการใช้เห็ดชิตาเกะร่วมกับการทำเคมีบำบัด (chemotherapy) ในผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหาร พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารเลนติแนนจากเห็ดชิตาเกะคู่กับการทำเคมีบำบัด สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้มากกว่าการทำเคมีบำบัดอย่างเดียว และอีกหนึ่งการศึกษาพบว่า สารสกัดจากส่วนเส้นใย (mycelia) ของเห็ดชิตาเกะที่ให้ร่วมกับการทำเคมีบำบัด สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้มากกว่าการเคมีบำบัดอย่างเดียว จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นความสำคัญของเห็ดชิตาเกะต่อระบบภูมิคุ้มกันของคนซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกเสริมสำหรับคนที่มีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายได้

 

  1. เห็ดชิตาเกะ กับ สารต้านอนุมูลอิสระ

สารสำคัญในเห็ดชิตาเกะหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นสามารถเข้าไปทำลายเซลล์และการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย หรือเรียกภาวะดังกล่าวว่า ภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (oxidative stress) เนื่องจากภาวะนี้จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ร่างกายเกิดการอ่อนเพลียและเสื่อมสภาพ ด้งนั้นสารสำคัญในเห็ดชิตาเกะที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสามารถนำมาใช้ในการป้องกันและลดอัตราเสี่ยงของโรคต่างๆได้

 

  1. เห็ดชิตาเกะ กับ ยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสและแบคทีเรีย

สารเลนติแนนเป็นสารสำคัญในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์สามารถกดการทำงานของเอนไซม์ (HIV-1 reverse transcriptase) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มเชื้อไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี โดยสารเลนติแนนสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัสได้ นอกจากนี้มีการศึกษาโดยใช้สารเลนติแนนคู่กับยาต้านไวรัสซิโดวูดีนซึ่งเป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี (Zidovudine: AZT) พบว่า สามารถลดการเพิ่มจำนวนเชื้อไวรัสในผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีได้มากกว่าการใช้ยาต้านไวรัสซิโดวูดีนอย่างเดียว

นอกจากนี้ยังพบว่าสารเลนไธโอนีน (lenthionine) ในเห็ดชิตาเกะก็สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย เช่น Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis และ Escherichia coli ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้สามารถทำให้เกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้  จากที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่าสารสำคัญในเห็ดชิตาเกะมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส

           

  1. เห็ดชิตาเกะ กับ ระบบอื่นๆ ในร่างกาย

เห็ดชิตาเกะมีสารสำคัญหลายชนิดที่สามารถช่วยยับยั้งการดูดซึมคลอเลสเตอรอลในลำไส้ และลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดได้ อาทิเช่น สารอิริตาดีนีน (eritadenine) สารสเตอรอล (sterols) และสารเบต้ากลูแคน (β-glucan)  ถ้าหากระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดลดลงจะสามารถป้องกันและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะหลอดเลือดแข็ง และโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้สารสำคัญในเห็ดชิตาเกะยังสามารถช่วยบำรุงตับ ลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ชึ่งเป็นไขมันไม่ดี ลดระดับความดันโลหิตสูง รวมถึงสามารถเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ได้อีกด้วย

 

ผลข้างเคียง ข้อควรระวัง และข้อห้าม

  • ผลข้างเคียง ได้แก่ รู้สึกไม่สบายท้อง มีความผิดปกติของระบบเลือด เกิดการอักเสบขึ้นที่ผิวหนัง ผิวไวต่อแสง มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร รวมถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อม (multiple sclerosis) โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis) และโรคที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดขาว ชนิดอีโอซิโนฟิล (eosinophilia)

 

เห็ดไมตาเกะ

เห็ดไมตาเกะ (Maitake) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Grifola frondosa โดยชาวญี่ปุ่นเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า “เห็ดเต้นรำ” เนื่องจากว่าเมื่อชาวญี่ปุ่นไปเดินป่าและพบเห็ดชนิดนี้ พวกเขาจะเต้นรำดีใจ โดยเห็ดไมตาเกะมีสารอาหารและสารที่มีฤทธิ์บำรุงร่างกายหลายชนิด เช่น สารกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์, โพแทสเซียม, แมกนีเซียม, วิตามิน บี, กรดอะมิโน และ ไฟเบอร์ เป็นต้น ซึ่งมีส่วนช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับคลอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนัก และลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

 

ประโยชน์

  1. ระบบภูมิคุ้มกันและการป้องกันโรคมะเร็ง

สารเบต้ากลูแคนที่มีชื่อว่า “MD-fraction” และสารกริโฟแลน (grifolan) ที่ถูกพบในเห็ดไมตาเกะ สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน และกระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย นอกจากนี้มีการศึกษาในประเทศอาร์เจนตินาที่พบว่าสารในเห็ดไมตาเกะสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมและยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งในหนูทดลองได้ ดังนั้นการรับประทานเห็ดไมตาเกะอาจจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้

    

  1. ลดระดับน้ำตาลในเลือด

มีการศึกษาของชาวญี่ปุ่นค้นพบว่าสาร x-fraction ที่อยู่ในเห็ดไมตาเกะ อาจจะช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและเพิ่มความไวต่ออินซูลิน รวมถึงสามารถยังยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟ่ากลูโคซิเดส (α-glucosidase) จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและร่างกายสามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับอ่อนได้อีกด้วย จากกระบวนการที่กล่าวมาข้างต้นนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเห็ดไมตาเกะสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

 

 

  1. ลดระดับคลอเลสเตอรอล

ไฟเบอร์ถือว่าเป็นสารสำคัญอย่างหนึ่งที่พบในเห็ดไมตาเกะ สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์, คลอเลสเตอรอล, และไขมันไม่ดีชนิดอื่นๆ เช่น VLDL นอกจากนี้ยังรักษาสมดุลของไขมันดีในร่างกาย (HDL) ไม่ให้ถูกทำลายไป รวมถึงการเปลี่ยนไขมันให้ถูกนำไปใช้ในรูปพลังงานมากขึ้น

 

 

  1. สารต้านอนุมูลอิสระ

สารสำคัญในเห็ดไมตาเกะหลายชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สามารถยับยั้งการเสื่อมของเซลล์ หรือการที่เซลล์ถูกทำลาย นอกจากนี้ยังช่วยจับอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดการทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ  ดังนั้นสารสำคัญในเห็ดไมตาเกะจะสามารถช่วยลดปัญหาสุขภาพเหล่านี้ได้

 

ผลข้างเคียง ข้อควรระวัง และข้อห้าม

  • ผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน
  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • ห้ามใช้คู่กับผู้ป่วยที่ได้รับยา warfarin เพราะอาจจะทำให้ระดับค่า INR เปลี่ยนแปลง
  • ระวังการใช้ในคนไข้ที่ทำการผ่าตัดควรห่างจากการผ่าตัดอย่างน้อย 1 เดือน
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานเพราะจะไปบดบังอาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพราะอาจจะทำให้ระดับความดันโลหิตต่ำเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการใช้ควบคู่กับยารักษาเบาหวาน เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็วและเสี่ยงต่ออาการผิดปกติรุนแรงและเสียชีวิต

 

เห็ดยามาบูชิตาเกะ

            เห็ดยามาบูชิตาเกะ (Yamabushiitake) บางครั้งถูกเรียกว่า “เห็ดหัวลิง หรือ เห็ดปุยฝ้าย” และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Hericium erinaceus”สามารถพบได้ในแถบยุโรป และ ญี่ปุ่น โดยมีสารสำคัญอยู่หลายชนิด ได้แก่ สารกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ (เบต้ากลูแคน), เปปไทด์, ไตรเปปไทด์ ซึ่งมีส่วนช่วยการทำงานของระบบประสาทและสมอง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดความดันโลหิตสูง ลดระดับคลอเลสเตอรอลสูง ลดระดับน้ำตาลในเลือดสูง และช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน

 

ประโยชน์

  1. ระบบภูมิคุ้มกันและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

สารสำคัญในเห็ดยามาบูชิตาเกะ เช่น สารกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ มีส่วนช่วยการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกาย สำหรับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายและการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

 

 

  1. ระบบหัวใจและหลอดเลือด

สารสำคัญในส่วนเส้นใย (mycelia) ของเห็ดยามาบูชิตาเกะมีฤทธิ์ในการลดระดับคลอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันไม่ดีชนิด LDL ในเลือดได้ นอกจากนี้มีส่วนยับยั้งการเกิดกระบวนการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด ซึ่งช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ รวมถึงโรคหลอดเลือดอุดตันได้

           

  1. ระบบประสาทและสมอง

สาร erinacines และ hericenones เป็นสารที่พบในเห็ดยามาบูชิตาเกะ สามารถช่วยป้องกันระบบประสาทและสมอง ผ่านทางการทำงานของสารช่วย (nerve growth factor) กระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเซลล์ประสาท  ซึ่งมีผลต่อการป้องกันโรคสมองเสื่อม ความผิดปกติทางสมอง โรคอัลไซเมอร์ และโรคซึมเศร้า

 

 

  1. อื่นๆ

นอกจากนี้เห็ดยามาบูชิตาเกะยังมีส่วนช่วยลดระดับความดันโลหิตสูงจากการยับยั้งแองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติงเอนไซม์ (angiotensin I-converting enzyme: ACE) เนื่องจากเอนไซม์ชนิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด และสารสำคัญในเห็ดยามาบูชิตาเกะยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหลายชนิด เช่น  Bacillus cereus, Bacillus subtilis, Enterococcus faecalis, Salmonella sp., Shigella sp. และ Plesiomonas shigelloides รวมถึงสามารถป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter Pylori (H. pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถกระตุ้นทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ดังนั้นเห็ดยามาบูชิตาเกะสามารถใช้เป็นแนวทางการดูแลสุขภาพเพิ่มเติมในด้านการลดอัตราการติดเชื้อแบคทีเรียได้

     

ผลข้างเคียง ข้อควรระวัง และข้อห้ามใช้

  • ผลข้างเคียง ได้แก่ รู้สึกไม่สบายท้อง
  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร และผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ
  • ผู้ป่วยที่จะทำการผ่าตัดควรเลี่ยงการรับประทานเห็ดยามาบูชิตาเกะอย่างน้อย 1 เดือน
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากว่าอาการที่ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอาจจะถูกบดบัง

อ้างอิง

Ali, S.H. (2010). The world of β-glucans—a review of biological roles, applications and potential areas of research. University Hospital of North Norway, Tromsø.

Heleno, S.A., Barros, L., Martins, A., Queiroz, M.J., Santos-Buelga, C. and Ferreira, I.C. (2012). Phenolic, polysaccha-ridic, and lipidic fractions of mushrooms from northeastern portugal: chemical compounds with antioxidant pro-perties. Journal of Agricultural and Food Chemistry, 60, 4634-4640.

Ina, K. and Ando, T. (2012). The use of lentinan for treating gastric cancer. Anti-Cancer Agents in Medicinal Chemistry, 13, 681-688.

Lee, H.H., Lee, J.S., Cho, J.Y., Kim, Y.E. and Hong, E.K. (2009). Study on immunostimulating activity of macro-phage treated with purified polysaccharides from liquid culture and fruiting body of Lentinus edodesJournal of Microbiology and Biotechnology, 19, 566-572. 

Petravić-tominac, V., Zechner-krpan, V., Grba, S., Srečec, S., Panjkota-krbavčić, I. and Vidović, L. (2010). Biological effects of yeast β-glucans. Agriculturae Conspectus Scientificus, 75, 149-158.

Takeshita, K., Hayashi, S., Tani, M., Kando, F., Saito, N. and Endo, M. (1996). Monocyte function associated with intermittent lentinan therapy after resection of gastric cancer. Surgical Oncology, 5, 23-28. 

Yamaguchi, Y., Miyahara, E. and Hihara, J. (2011). Efficacy and safety of orally administered Lentinula edodes my-celia extract for patients undergoing cancer chemotherapy: a pilot study. American Journal of Chinese Medicine, 39, 451-459.

 

อ้างอิง

Carneiro, A.A., Ferreira, I.C., Duenas, M., Barros, L., Da Silva, R., Gomes, E. and Santos-Buelga, C. (2013). Chemical composition and antioxidant activity of dried powder formulations of Agaricus blazei and Lentinus edodesFood Chemistry, 138, 2168-2173.

Da Silva, A.C. and Jorge, N. (2011). Antioxidant properties of Lentinus edodes and Agaricus Blazei extracts. Journal of Food Quality, 34, 386-394.

Mohsin, M., Negi, P. and Ahmed, Z. (2011). Determination of the antioxidant activity and polyphenol contents of wild Lingzhi or Reishi medicinal mushroom, Ganoderma lucidum (W.Curt. Fr.) P. Karst. (Higher Basidiomycetes) from central himalayan hills of India. International Journal of Medicinal Mushrooms, 13, 535-544. 

Reis, F.S., Martins, A., Barros, L. and Ferreira, I.C. (2012). Antioxidant properties and phenolic profile of the most widely appreciated cultivated mushrooms: a comparative study between in vivo and in vitro samples. Food and Chemical Toxicology, 50, 1201-1207.

อ้างอิง

Jong, S.C. and Birmingham, J.M. (1993). Medicinal and therapeutic value of the shiitake mushroom. Advances in Applied Microbiology, 39, 153-184.

Lingstrom, P., Zaura, E., Hassan, H., Buijs, M.J., Hedelin, P., Pratten, J., Spratt, D., Daglia, M., Karbowiak, A., Signoretto, C., et al. (2012). The anticaries effect of a food extract (Shiitake) in a short-term clinical study. Journal of Biomedicine and Biotechnology, 2012, Article ID: 217164.

 Shouji, N., Takada, K., Fukushima, K. and Hirasawa, M. (2000). Anticaries effect of a component from shiitake (an edible mushroom). Caries Research, 34, 94-98.

Lindequist, U., Niedermeyer, T.H. and Julich, W.D. (2005). The pharmacological potential of mushrooms. Evidence- Based Complementary and Alternative Medicine, 2, 285-299.

Ciric, L., Tymon, A., Zaura, E., Lingstrom, P., Stauder, M., Papetti, A., Signoretto, C., Pratten, J., Wilson, M. and Spratt, D. (2011). In vitro assessment of shiitake mushroom (Lentinula edodes) extract for its antigingivitis activity. Journal of Biomedicine and Biotechnology, 2011, Article ID: 507908.

Zaura, E., Buijs, M.J., Hoogenkamp, M.A., Ciric, L., Papetti, A., Signoretto, C., Stauder, M., Lingstrom, P., Pratten, J., Spratt, D.A. and Wilson, M. (2011). The effects of fractions from shiitake mushroom on composition and carioge-nicity of dental plaque microcosms in an in vitro caries model. Journal of Biomedicine and Biotechnology, 2011, Article ID: 135034.

 

อ้างอิง

Shimada, Y., Morita, T. and Sugiyama, K. (2002). Effects of Lentinus edodes on fatty acid and molecular species profiles of phosphatidylcholine in rats fed different levels of corn oil. Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry, 66, 1759-1763.

Yagi, K. (2012). Liver protective effect of Lentinula Edodes mycelia (LEM). Gan to Kagaku Ryoho. Cancer & Che-motherapy, 39, 1099-1102. 

Yamac, M., Kanbak, G., Zeytinoglu, M., Bayramoglu, G., Senturk, H. and Uyanoglu, M. (2008). hypoglycemic effect of Lentinus Strigosus (Schwein.) Fr. crude exopolysaccharide in streptozotocin-induced diabetic rats. Journal of Medicinal Food, 11, 513-517.

Yang, B.K., Kim, D.H., Jeong, S.C., Das, S., Choi, Y.S., Shin, J.S., Lee, S.C. and Song, C.H. (2002) Hypoglycemic effect of a Lentinus edodes exo-polymer produced from a submerged mycelial culture. Bioscience, Biotechnology, and Biochemistry, 66, 937-942.

 

อ้างอิง

Lull C., Savelkoul H.F.J., and Wicher H.J. (2005). Anti-inflammatory and Immunomodulating properties of fungal metabolites. Mediators Inflamm, 2:63-80.

Mayell M. (2001). Maitake      extracts and their therapeutic potential – a review. Alternative Medicine Review, 6(1): 48-60.

      

อ้างอิง

Mayell M. (2001). Maitake      extracts and their therapeutic potential – a review. Alternative Medicine Review, 6(1): 48-60.

อ้างอิง

Sato, M., Tokuji, Y., Yoneyama, S., Fujii-Akiyama, K., Kinoshita, M., Chiji, H., & Ohnishi, M. (2013). Effect of dietary maitake (Grifola frondosa) mushrooms on plasma cholesterol and hepatic gene expression in cholesterol-fed mice. Journal of Oleo Science, 62(12), 1049-1058.

อ้างอิง

Khan, M. A., Tania, M., Liu, R., & Rahman, M. M. (2013). Hericium erinaceus: an edible mushroom with medicinal values. Journal of Complementary and Integrative Medicine, 10(1).

Xu H.M., Xie Z.H., and Zhang W.Y. (1994). Immunomodulatory function of polysaccharide of Hericium erinaceusZhongguo Zhong Xi Yi Jie He Za Zhi, 14(7): 427-8.

อ้างอิง

Hiwatashi K., Kosaka Y., Suzuki N., Hata K., Mukaiyama T., Sakamoto K., et al. (2010). Yamabushitake mushroom (Hericium erinaceus) improved lipid metabolism in mice fed a high-fat diet. Biosci Biotechnol Biochem, 74: 1447–51.

Mori K., Kikuchi H., Obara Y., Iwashita M., Azumi Y., Kinugasa S., et al. (2010). Inhibitory effect of hericenone B from Hericium erinaceus on collagen-induced platelet aggregation. Phytomedicine, 17:1082–5.

Yang B.K., Park J.B., Song C.H. (2003). Hypolipidemic effect of an exo-biopolymer produced from a submerged mycelial culture of Hericium erinaceusBiosci Biotechnol Biochem, 67:1292–8.

อ้างอิง

Kolotushkina E.V., Moldavan M.G., Voronin K.Y., Skibo G.G. (2003). The influence of Hericium erinaceus extract on myelination process in vitroFiziol Zh, 49: 38–45.

Mori K., Inatomi S., Ouchi K., Azumi Y., Tuchida T. (2009). Improving effects of the mushroom Yamabushitake (Hericium erinaceus) on mild cognitive impairment: a double-blind placebo-controlled clinical trial. Phytother Res, 23: 367–72.

Mori K., Obara Y., Moriya T., Inatomi S., Nakahata N. (2011). Effects of Hericium erinaceus on amyloid β (25–35) peptide-induced learning and memory deficits in mice. Biomed Res, 32: 67–72.

Nagano M., Shimizu K., Kondo R., Hayashi C., Sato D., Kitagawa K., et al. (2010). Reduction of depression and anxiety by 4 weeks Hericium erinaceus intake. Biomed Res, 31:231–7.

Wong K.H., Naidu M., David P., Abdulla M.A., Abdullah N., Kuppusamy U.R., et al. (2011). Peripheral nerve regeneration following crush injury to rat peroneal nerve by aqueous extract of medicinal mushroom Hericium erinaceus (Bull.: Fr) Pers. (Aphyllophoromycetideae). Evid Based Complement Alternat Med, 2011:580752.

      

อ้างอิง

Abdullah N., Ismail S.M., Aminudin N., Shuib A.S., Lau B.F. (2012). Evaluation of selected culinary-medicinal mushrooms for antioxidant and ACE inhibitory activities. Evid Based Complement Alternat Med, Article ID: 464238.

Wang J.C., Hu S.H., Wang J.T., Chen K.S., Chia Y.C. (2005). Hypoglycemic effect of extract of Hericium erinaceusJ Sci Food Agric, 85: 641–6.

Wong K.H., Sabaratnam V., Abdullah N., Kuppusamy U.R., Naidu M. (2009). Effects of cultivation techniques and processing on antimicrobial and antioxidant activities of Hericium erinaceus (Bull.:Fr.) Pers. extracts. Food Technol Biotechnol, 47: 47–55.

Xu C.P., Liu W.W., Liu F.X., Chen S.S., Liao F.Q., Xu Z., et al. (1985). A doubleblind study of effectiveness of Hericium erinaceus pers therapy on chronic atrophic gastritis. A preliminary report. Chin Med J, 98: 455–6.

Zhang Z., Lv G., Pan H., Pandey A., He W., Fan L. (2012). Antioxidant and hepatoprotective potential of endo-polysaccharides from Hericium erinaceus grown on tofu whey. Int J Biol Macromolม 51: 1140–6.

 

 

 

คะแนนรีวิว ( จากทั้งหมด 0 ความคิดเห็น )
ดีมาก
0
ดี
0
พอใจ
0
พอใจน้อย
0
ไม่พอใจ
0
ความคิดเห็น
  • ไม่พบข้อมูล
(0 review) 
(0 review) 
(0 review) 
(0 review) 
(0 review) 
(0 review) 
where to buy
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไฮบาลานซ์ มีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่